ทำความรู้จักกับ Drawdown: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในตลาดการเงิน

Photo by AlphaTradeZone on Pexels
Drawdown คือคำที่ใช้ในวงการการเงินและการลงทุน ซึ่งหมายถึง “การขาดทุนสะสม” หรือ “การลดลงของผลตอบแทน” เมื่อเทียบกับยอดสูงสุดที่เคยถึงมาก่อน Drawdown ไม่ได้หมายถึงการขาดทุนในครั้งเดียว แต่คือการที่ผลตอบแทนลดลงอย่างต่อเนื่องจากจุดสูงสุด โดยอาจมีการฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง Drawdown สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง และเป็นตัวบ่งชี้ถึงความผันผวนและความเสี่ยงของสินทรัพย์หรือพอร์ตการลงทุนของคุณ
การเข้าใจ Drawdown อย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน เพราะสามารถช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวัด Drawdown จะช่วยให้คุณทราบว่าพอร์ตการลงทุนของคุณสามารถทนต่อความผันผวนได้แค่ไหน และสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการปรับสมดุลพอร์ต (Portfolio Rebalancing) หรือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนได้
ประเภทของ Drawdown
Drawdown สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ:
- Drawdown เมื่อเวลาผ่านไป (Time Drawdown): คือการวัด Drawdown โดยพิจารณาจากช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น 1 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปี
- Drawdown ตามความสูญเสีย (Loss Drawdown): คือการวัด Drawdown โดยพิจารณาจากจำนวนเงินที่สูญเสียไป
นอกจากนี้ ยังมีการแบ่ง Drawdown ตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้น เช่น:
- Maximum Drawdown (MDD): คือ Drawdown ที่มากที่สุดในช่วงเวลาที่กำหนด
- Average Drawdown: คือค่าเฉลี่ยของ Drawdown ทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนด
ทำไม Drawdown ถึงสำคัญสำหรับนักลงทุน
Drawdown เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญสำหรับนักลงทุน เพราะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนของคุณ ต่อไปนี้คือเหตุผลที่ Drawdown มีความสำคัญ:
1. วัดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
Drawdown ช่วยให้คุณทราบว่าพอร์ตการลงทุนของคุณสามารถทนต่อความผันผวนได้แค่ไหน หาก Drawdown มีค่าสูง แสดงว่าพอร์ตการลงทุนมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงสูง
2. ประเมินผลการดำเนินงานของกลยุทธ์การลงทุน
Drawdown ช่วยให้คุณประเมินผลการดำเนินงานของกลยุทธ์การลงทุนของคุณ หากกลยุทธ์การลงทุนมี Drawdown ที่สูง แสดงว่ากลยุทธ์นั้นมีความเสี่ยงสูง และอาจไม่เหมาะกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ
3. วางแผนการลงทุน
Drawdown ช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณสามารถใช้ Drawdown เพื่อกำหนดเป้าหมายการลงทุน ปรับสมดุลพอร์ต และเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่คุณสามารถทนได้
วิธีคำนวณ Drawdown
ขั้นตอนการคำนวณ Drawdown:
- ระบุยอดสูงสุด (Peak Value): คือค่าสูงสุดที่พอร์ตการลงทุนเคยถึงมาก่อน
- ระบุยอดต่ำสุด (Trough Value): คือค่าต่ำสุดที่พอร์ตการลงทุนเคยถึงในช่วงเวลาที่กำหนด
- คำนวณความแตกต่าง: ลบยอดต่ำสุดออกจากยอดสูงสุด
- คำนวณ Drawdown: หารความแตกต่างด้วยยอดสูงสุด แล้วคูณด้วย 100 เพื่อแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์
ตัวอย่าง:
หากพอร์ตการลงทุนของคุณเคยมีค่าสูงสุดอยู่ที่ 100,000 บาท และปัจจุบันมีค่าเท่ากับ 80,000 บาท Drawdown จะเท่ากับ (100,000 – 80,000) / 100,000 * 100 = 20%
วิธีการควบคุม Drawdown
1. กำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน
กำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน เช่น เป้าหมายในการสร้างผลตอบแทน เป้าหมายในการรักษาเงินทุน และเป้าหมายในการจัดการความเสี่ยง
2. กระจายความเสี่ยง (Diversification)
กระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่างกัน เช่น หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ การกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุนของคุณ
3. ใช้ Stop-Loss Order
ใช้ Stop-Loss Order เพื่อป้องกันการขาดทุนที่มากเกินไป Stop-Loss Order คือคำสั่งที่กำหนดราคาขายสินทรัพย์หากราคาปรับตัวลดลงถึงระดับที่กำหนดไว้
4. ปรับสมดุลพอร์ต (Portfolio Rebalancing)
ปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนของคุณอย่างสม่ำเสมอ โดยซื้อขายสินทรัพย์ที่สูญเสียเงินทุน และขายสินทรัพย์ที่ทำกำไร การปรับสมดุลพอร์ตจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนของคุณกลับมาสู่สัดส่วนที่กำหนดไว้เดิม
5. ศึกษาและทำความเข้าใจข้อมูลตลาด
ศึกษาและทำความเข้าใจข้อมูลตลาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูล และหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป
6. ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)
ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อช่วยวางแผนการเข้าและออกจากตลาด การวิเคราะห์ทางเทคนิคช่วยให้คุณสามารถคาดการณ์แนวโน้มของราคาได้ และสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุป
Drawdown เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญสำหรับนักลงทุน เพราะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนของคุณ การควบคุม Drawdown สามารถทำได้โดยการกำหนดเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน การกระจายความเสี่ยง การใช้ Stop-Loss Order การปรับสมดุลพอร์ต การศึกษาและทำความเข้าใจข้อมูลตลาด และการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค การเข้าใจและควบคุม Drawdown จะช่วยให้คุณสามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายการลงทุนของคุณได้


