ทำความรู้จัก Drawdown คืออะไร?

Drawdown หรือที่เรียกกันว่า “การขาดทุนสะสม” เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนและผู้บริหารกองทุน คือการวัด Loss ที่เกิดขึ้นจากสูญเสียที่สะสมในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปแล้ว Drawdown จะถูกวัดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่สูงที่สุดของพอร์ตการลงทุน หรือในกรณีของกองทุน อาจเป็นมูลค่าที่สูงสุดที่เคยมีมา (Peak Value) ก่อนที่จะเกิดการลดลงของผลตอบแทน
การคำนวณ Drawdown จะเริ่มต้นจากการหา Value Peak ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดของพอร์ตการลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด จากนั้นเมื่อเกิดการขาดทุนสะสม คุณจะคำนวณ Drawdown โดยการหาผลต่างระหว่าง Value Peak และมูลค่าปัจจุบัน (Current Value) แล้วนำผลต่างนั้นมาหารด้วย Value Peak และคูณด้วย 100 เพื่อแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์
Drawdown สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทหลักๆ คือ Maximum Drawdown (Max Drawdown) ซึ่งเป็น Drawdown สูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กำหนด และ Cumulative Drawdown ซึ่งเป็น Drawdown ที่สะสมตลอดเวลาที่ลงทุน
ความสำคัญของ Drawdown ในการลงทุน
Drawdown มีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความเสี่ยงของการลงทุน เนื่องจากมันแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของตลาด การที่ Drawdown สูง อาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่สูง และอาจทำให้ผู้ลงทุนสูญเสียเงินทุนจำนวนมากได้
นอกจากนี้ Drawdown ยังสามารถใช้ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของกองทุนต่างๆ ได้ โดยกองทุนที่มี Drawdown ต่ำกว่า จะถือว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เสถียรกว่า
อย่างไรก็ตาม Drawdown ก็ไม่ใช่เครื่องมือที่สมบูรณ์แบบ เพราะมันไม่ได้คำนึงถึงระยะเวลาที่ Drawdown เกิดขึ้น หรือความสามารถในการฟื้นตัวของกองทุนหลังจากเกิด Drawdown
ทำไม Drawdown ถึงสำคัญสำหรับนักลงทุน?
Drawdown เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญสำหรับนักลงทุนทุกคน เพราะมันช่วยให้เข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของพวกเขา การลงทุนที่มี Drawdown สูง อาจทำให้ผู้ลงทุนกังวลและตัดสินใจขายหลักทรัพย์ในช่วงที่ตลาดผันผวน ซึ่งอาจทำให้ขาดโอกาสในการกลับมาทำกำไรในระยะยาว
การรู้จัก Drawdown ของกองทุนที่กำลังพิจารณาลงทุน สามารถช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าจะลงทุนในกองทุนนั้นหรือไม่ หาก Drawdown สูงเกินไป อาจไม่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้
นอกจากนี้ Drawdown ยังสามารถใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของผู้จัดการกองทุนได้ ผู้จัดการกองทุนที่สามารถควบคุม Drawdown ได้ดี จะถือว่ามีความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีกว่า
Drawdown กับผลตอบแทนเฉลี่ย (Average Return)
Drawdown และผลตอบแทนเฉลี่ย (Average Return) เป็นสองตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินประสิทธิภาพของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองตัวชี้วัดนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก Drawdown เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยง ในขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นตัวชี้วัดผลตอบแทน
การลงทุนที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสูง แต่มี Drawdown สูง อาจไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ในทางกลับกัน การลงทุนที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำ แต่มี Drawdown ต่ำ อาจเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ต้องการผลตอบแทนที่เสถียร
ดังนั้น นักลงทุนควรพิจารณาทั้ง Drawdown และผลตอบแทนเฉลี่ยในการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้ได้การลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและเป้าหมายของตนเอง
วิธีคำนวณ Drawdown อย่างง่าย
การคำนวณ Drawdown สามารถทำได้โดยใช้สูตรต่อไปนี้:
Drawdown (%) = [(Value Peak – Current Value) / Value Peak] x 100
โดยที่ Value Peak คือมูลค่าสูงสุดของพอร์ตการลงทุนในช่วงเวลาที่กำหนด และ Current Value คือมูลค่าปัจจุบันของพอร์ตการลงทุน
ตัวอย่างเช่น หาก Value Peak ของพอร์ตการลงทุนคือ 100,000 บาท และ Current Value คือ 80,000 บาท แล้ว Drawdown จะเท่ากับ [(100,000 – 80,000) / 100,000] x 100 = 20%
การคำนวณ Drawdown สามารถทำได้ด้วยตนเอง หรือใช้เครื่องมือช่วยคำนวณต่างๆ ที่มีให้บริการออนไลน์
การตีความผล Drawdown
การตีความผล Drawdown ควรพิจารณาจากบริบทของการลงทุน เช่น ระยะเวลาที่ Drawdown เกิดขึ้น และความสามารถในการฟื้นตัวของกองทุนหลังจากเกิด Drawdown
Drawdown ที่สูง แต่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ และกองทุนสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว อาจไม่เป็นปัญหาเท่ากับ Drawdown ที่สูง แต่เกิดขึ้นในระยะเวลานานๆ และกองทุนไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้
นอกจากนี้ นักลงทุนควรเปรียบเทียบ Drawdown กับผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุน เพื่อดูว่า Drawdown ที่เกิดขึ้นมีความสมเหตุสมผลกับผลตอบแทนที่ได้รับหรือไม่
วิธีควบคุม Drawdown ให้เป็นอย่างไร?
การควบคุม Drawdown เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทุกคน เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินทุนจำนวนมาก การควบคุม Drawdown สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้:
- กระจายความเสี่ยง (Diversification): การลงทุนในหลักทรัพย์หลายประเภท หรือในหลายอุตสาหกรรม สามารถช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ตการลงทุนได้
- กำหนด Stop-Loss Order: Stop-Loss Order คือคำสั่งขายอัตโนมัติเมื่อราคาลงถึงระดับที่กำหนด ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการขาดทุนที่มากเกินไปได้
- ลงทุนในกองทุนที่มี Drawdown ต่ำ: การศึกษาและเลือกลงทุนในกองทุนที่มี Drawdown ต่ำ จะช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของการลงทุนได้
- ติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ: การติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ลงทุนทราบถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที
สรุป
Drawdown เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้บริหารกองทุน มันช่วยให้เข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน และสามารถใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของการลงทุนได้ การควบคุม Drawdown สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การกระจายความเสี่ยง การกำหนด Stop-Loss Order และการลงทุนในกองทุนที่มี Drawdown ต่ำ การรู้จักและเข้าใจ Drawdown จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาด และลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนได้


