ค่าจ้างรายเดือนที่จ่ายจริง (NFP) คืออะไร

Photo by AlphaTradeZone on Pexels
NFP ย่อมาจาก Non-Farm Payrolls หรือค่าจ้างรายเดือนที่จ่ายจริง ซึ่งเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ถูกเผยแพร่ทุกเดือนโดยสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกา (Bureau of Labor Statistics หรือ BLS) ตัวเลขนี้แสดงจำนวนงานที่ถูกสร้างขึ้นในภาคธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม การทำเหมืองแร่ หรือการประมง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจของประเทศและผลกระทบต่อตลาดการเงินอย่างมาก
ความหมายของ NFP
NFP แสดงถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกา โดยรวมถึงจำนวนคนที่ได้รับการจ้างงาน, จำนวนคนที่ออกจากงาน, และอัตราการว่างงาน ตัวเลข NFP จะถูกเปิดเผยในแต่ละเดือน โดยมีการเผยแพร่หลังจากสิ้นสุดเดือนที่ต้องการวิเคราะห์ ตัวเลขเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve หรือ Fed) เกี่ยวกับนโยบายการเงิน เช่น การปรับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีผลต่อตลาดการเงินทั้งโลก
การคำนวณ NFP
NFP คำนวณโดยการเปรียบเทียบจำนวนคนที่ได้รับการจ้างงานในเดือนปัจจุบันกับจำนวนคนที่ได้รับการจ้างงานในเดือนก่อนหน้า ตัวเลขที่ได้จะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจำนวนงานในภาคธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกษตร ทำเหมืองแร่ หรือการประมง ตัวเลข NFP มักจะถูกเปิดเผยพร้อมกับอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ซึ่งแสดงถึงสัดส่วนของประชากรที่มีงานทำในประเทศนั้นๆ
ความสำคัญของ NFP
การประกาศ NFP มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดการเงิน เพราะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตัวเลข NFP ที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้จะบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของ Fed ส่วนตัวเลข NFP ที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้จะบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยของ Fed มีผลต่อตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน
ทำไมตลาดการเงินถึงผันผวนเมื่อมีการประกาศ NFP
การประกาศ NFP มักจะทำให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างมาก เพราะตัวเลข NFP เป็นข้อมูลที่ตลาดการเงินรอคอยและคาดการณ์กันอยู่เสมอ ตลาดการเงินมีความคาดหวังว่าจะได้เห็นการเติบโตของภาคธุรกิจและการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและการลงทุน หากตัวเลข NFP ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตลาดการเงินจะตอบสนองด้วยการปรับตัวขึ้น เช่น ดัชนีหุ้น S&P 500 หรืออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่วนหากตัวเลข NFP ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ตลาดการเงินจะตอบสนองด้วยการปรับตัวลง เช่น ดัชนีหุ้น S&P 500 หรืออัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลง
ความสัมพันธ์ระหว่าง NFP และอัตราเงินเฟ้อหรืออัตราดอกเบี้ย
ตัวเลข NFP มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตัวเลข NFP เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของภาวะเศรษฐกิจ หากตัวเลข NFP ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตลาดการเงินจะคาดการณ์ว่า Fed จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ส่วนหากตัวเลข NFP ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ตลาดการเงินจะคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การคาดการณ์ว่า Fed จะปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อตลาดการเงินอย่างมาก เพราะ Fed คือผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก
ผลกระทบของ NFP ต่อตลาดหุ้นและตลาดเงิน
การประกาศ NFP มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดเงินอย่างมาก หากตัวเลข NFP ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้น และตลาดเงินจะปรับตัวขึ้นเช่นกัน ส่วนหากตัวเลข NFP ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ตลาดหุ้นจะปรับตัวลง และตลาดเงินจะปรับตัวลงเช่นกัน ตัวอย่างเช่น หากตัวเลข NFP ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดัชนีหุ้น S&P 500 จะปรับตัวขึ้น และอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้น ส่วนหากตัวเลข NFP ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ดัชนีหุ้น S&P 500 จะปรับตัวลง และอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลง
สรุป
NFP คือตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยแสดงถึงจำนวนงานที่ถูกสร้างขึ้นในภาคธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกษตร ทำเหมืองแร่ หรือการประมง การประกาศ NFP มักจะทำให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างมาก เพราะตัวเลข NFP เป็นข้อมูลที่ตลาดการเงินรอคอยและคาดการณ์กันอยู่เสมอ ตัวเลข NFP มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย และมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดเงินอย่างมาก การทำความเข้าใจ NFP และผลกระทบของ NFP ต่อตลาดการเงินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน และผู้ที่ต้องการติดตามภาวะเศรษฐกิจของโลก


